เครื่องบินเฉิงตู เจ-10 เป็นเครื่องบินรบรุ่นที่ 4.5

เครื่องบินเฉิงตู เจ-10 เป็นเครื่องบินรบรุ่นที่ 4.5 สร้างโดยโรงงานสร้างอากาศยานเฉิงตูแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เจ-10 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ความคล่องตัวสูงจากการใช้แผนแบบปีกสามเหลี่ยม และคานาร์ด สามารถติดตั้งอาวุธได้หลายหลายทั้งอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้น

รุ่นแรกๆของ J-10 นั้น ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นเทอร์โบแฟนของรัสเซีย ไลยูก้า แซตเทิร์น AL-31FN ในอนาคตนั้น ทางประเทศจีนมีโครงการติดตั้งเครื่องยนต์ในประเทศ ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้แกนโมดูลของเครื่องยนต์พลเรือน เป็นต้นแบบ แต่จนปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการผลิตขั้นเริ่มต้น โปรเจคล่าช้ากว่าแผนงานร่วมสิบปี ทำให้ยังต้องพึ่งพาเครื่องยนต์จากรัสเซียอยู่ต่อไป

สมรรถนะของเครื่องบินรบแบบ J-10 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์รัสเซียนั้น ใกล้เคียงกับ F-16C/D บล๊อกแรกๆ วิเคราะห์โดยนักวิเคราะห์ทางทหารตะวันตก แต่ราคาถูกกว่า ทางการจีนได้ขออนุญาติทางการรัสเซียเพื่อให้ส่งออกเครื่องยนต์รุ่นล่าสุด 3 สำหรับการพัฒนาสมรรถนะของ J-10 ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังได้บรรจุเรดาร์ AESA แบบใหม่ที่ทางการจีนพัฒนาขึ้นเองเข้าไปด้วยบปี และในปี 2015 จากการประเมินสมรรถนะของเครื่องบินรบแบบ J-10 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์รัสเซียนั้น ทางอาร์เจนตินามีความสนใจในเครื่องบินรุ่นนี้ เนื่องจากว่า นอกจากจะมีประสิทธิภาพเท่าเทียมเครื่องจากตะวันตกในพิกัดเดียวกัน แต่มีราคาถูกกว่า และมีเรดาร์ที่เหนือกว่า Eurofighter Typhoon

ปัจจุบันเฉิงตู เจ-10 มีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศจีน มีกำหนดส่งมอบให้กับกองทัพอากาศปากีสถาน ในปี 2014 และอยู่ในแผนการจัดซื้อของกองทัพอากาศพม่า

รถถัง เอ็ม1 เอบรามส์ เป็นรถถังหลักรุ่นที่สามของสหรัฐอเมริกา

รถถัง เอ็ม1 เอบรามส์ เป็นรถถังหลักรุ่นที่สามของสหรัฐอเมริกา ชื่อของมันมาจากนายพลเครกตัน เอบรามส์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511-2515 มันมีอาวุธที่ดี เกราะขนาดหนัก และคล่องตัวตามที่มันถูกออกแบบมาเพื่อทำสงครามยานเกราะยุคใหม่[6] จุดเด่นของมันคือเครื่องยนต์เทอร์ไบที่ทรงพลัง การใช้เกราะผสม และการเก็บกระสุนแยกต่างหากจากห้องของลูกเรือ มันเป็นหนึ่งในรถถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประจำการ ด้วยน้ำหนักเกือบ 62 ตัน

เอ็ม1 เอบรามส์ได้เข้าประจำการในกองทัพสหรัฐเมื่อปีพ.ศ. 2523 โดยเข้ามาแทนที่เอ็ม 60 แพทตัน อย่างไรก็ตามมันก็ทำงานร่วมกับเอ็ม60เอรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาตลอดทศวรรษ ซึ่งเข้าประการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 รุ่นหลักๆ ของเอ็ม1 มีสามรุ่นด้วยกัน คือ เอ็ม1 เอ็ม1เอ1 และเอ็ม1เอ2 โดยมีการพัฒนาด้านอาวุธ การป้องกัน และระบบไฟฟ้า การพัฒนาเหล่านี้มีเพื่อทำให้มันมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาเอ็ม1เอ3 มันเป็นรถถังประจัญบานหลักของกองทัพบกสหรัฐและเหล่านาวิกโยธินสหรัฐ รวมทั้งกองทัพบกอียิปต์ กองทัพบกคูเวต กองทัพบกซาอุดิอาระเบีย กองทัพบกออสเตรเลีย และกองทัพบกอิรัก เอ็ม1 เอบรามส์จะประจำการจนถึงทศวรรษที่ 2593 ประมาณ 70 ปีหลังจากที่มันเข้าประจำการครั้งแรก

ลายพราง ไม่เหมือนกับยานพาหนะในยุคแรกๆ ของกองทัพบกสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม ซึ่งใช้โครงสีน้ำตาลเขียวเข้มและรูปดาวดวงใหญ่ เอ็ม1 ขนาดปืน 105 ม.ม. ในรุ่นผลิตแรกๆ นั้นจะใช้สีเขียวล้วนแลัะเปลี่ยนการใช้รูปดาวไปเป็นแต้มสีดำแทน บางหน่วยจะทำสีรถถังที่ประกอบด้วย 4 สี ปัจจุบันรถถังในภาคสนามที่ใช้สีเดิมที่เป็นสีเขียวนั้นแถบจะไม่มีแล้ว

เอ็ม1เอ1 ขนาดปืน 120 ม.ม. ที่ผลิตมาจากโรงงานจะมาพร้อมลายพราง 3 สีของนาโต้ คือ ดำ เขียว และน้ำตาลเขียว ปัจจุบันเอ็ม1 และเอ็ม1เอ1 ที่ประจำในสงครามอ่าวจะถูกทำสีเป็นสีน้ำตาลทะเลทราย รถถังบางคันจะถูกทำสีให้ตรงตามกับหน่วยสังกัด เอ็ม1เอ2 ที่ถูกผลิตให้กับประเทศในตะวันออกกลางก็ทำสีเป็นสีน้ำตาลทะเลทรายเช่นกัน

เอ็ม1 บางรุ่นกำลังถูกทำสีเป็นสีน้ำตาลทะเลทรายเพื่อส่งเข้าทำหน้าที่ในอิรัก ชิ้นส่วนอะไหล่ เช่น ล้อ แผงเกราะข้าง ล้อเฟือง เป็นต้น จะถูกทำสีเป็นสีเขียวล้วน ซึ่งบางครั้งก็นำไปใช้กับทั้งรถถังคันที่เป็นสีเขียวและสีน้ำตาลทะเลทราย